รอบรั้ว มศว
 
มศว ขับเคลื่อน นโยบายประชารัฐในทิศทางมหาวิทยาลัยไทย ทำงานแบบ หลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว
 
มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) โดยคณะสังคมศาสตร์และกิจการเพื่อสังคมไนส์คอร์ป จัดงานสัมมนาวิชาการนานาชาติประชารัฐในทิศทางของมหาวิทยาลัยไทย เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน 2560 เวลา 08.30 – 16.00 น. ณ หอดนตรีและการแสดงอโศกมนตรี ชั้น 4 อาคารนวัตกรรมศาสตราจารย์ ดร.สาโรช บัวศรี มศว ประสานมิตร
โดยมี รศ.ดร.สมชาย สันติวัฒนกุล อธิการบดีให้การต้อนรับ รศ.นายแพทย์ โสภณ นภาธร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ประธานเปิดงานที่ได้กล่าวสนับสนุนมหาวิทยาลัยในภารกิจการขับเคลื่อนนโยบายประชารัฐไปสู่การปฏิรูปการศึกษาในทิศทางของมหาวิทยาลัยให้สามารถนำการศึกษาไปปฏิรูปประเทศ เพราะการศึกษาคือการสร้างคนซึ่งมีอิทธิพลต่ออนาคตของชาติบ้านเมือง การจัดสัมมนาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นเวทีนำเสนอ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ความคิด และมุมมองนโยบายประชารัฐในทิศทางมหาวิทยาลัยไทย เพื่อให้เกิดการรับรู้ การเรียนรู้ในสังคมไทย สร้างแรงบันดาลใจให้กับประชาชนและผู้สนใจ โดยร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อพัฒนาชุมชนและสังคมให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน
โอกาสนี้มหาวิทยาลัยยังได้รับเกียรติจากศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประเวศ วะสี ที่ปรึกษาสมาชิกนิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ประธานกรรมการที่ปรึกษามูลนิธิสัมมาชีพ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิสภามหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ บรรยายในหัวข้อ “การศึกษาไทยกับประชารัฐ” โดยชี้ให้เห็นความสำคัญของฐานรากของประเทศไทยเราว่าอยู่ที่ตำบลหรือชุมชนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่นทั้งตำบลและหมู่บ้านนับพันนับหมื่นเป็นพื้นที่ของคนทั้งประเทศ ถ้าชุมชนท้องถิ่นนี้เข้มแข็งประเทศและสังคมก็เข้มแข็ง นั่นคือการถักทอเป็นพลังแผ่นดินไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน มหาวิทยาลัยซึ่งเคยชินอยู่กับการสอนโดยเอาวิชาเป็นตัวตั้ง ทำให้ไม่รู้ความจริงของประเทศไทย จึงขาดปัญญาทางนโยบาย ถ้ามหาวิทยาลัยมาทำงานกับตำบล นอกจากจะนำความรู้เทคโนโลยีไปช่วยลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าให้กับชุมชนแล้ว ยังทำให้มหาวิทยาลัยเข้าใจความเป็นจริงของประเทศ จะทำให้มหาวิทยาลัยสามารถเป็นหัวรถจักรทางปัญญาพาชาติออกจากวิกฤตได้
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อดีตอธิการบดี ปัจจุบันเป็นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้ชี้ให้เห็นสภาพความจริงของประเทศไทยว่าเรามีพลเมือง 65 ล้านคน มีคุณภาพชีวิตที่ยังต้องการการยกระดับให้ทัดเทียมกับมาตรฐานอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกเมื่อเทียบกับคุณภาพของประชากรในประเทศอื่นๆ ใกล้ตัว จึงเป็นที่มาของการปฏิรูปประเทศ 7 ด้าน ได้แก่ การเมือง การบริหาราชการแผ่นดิน กฎหมาย กระบวนการยุติธรรม การศึกษา เศรษฐกิจ อื่นๆ และอีก 10 ด้าน พรบ.แผนและขั้นตอนการปฏิรูปการประเทศ เช่นด้านสื่อสารมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านสังคม เป็นต้น รัฐไม่สามารถขับเคลื่อนพัฒนาประเทศโดยลำพังได้ ต้องใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน มหาวิทยาลัยไทย 157 แห่งจึงเป็นพลังที่มีนัยสำคัญเป็นอย่างยิ่ง มหาวิทยาลัยจะเน้นการรับผิดชอบต่อสังคม เน้นการรับใช้ต่อสังคมให้มากขึ้นโดยใช้การจัดการศึกษาและการวิจัยและสร้างนวัตกรรม ซึ่งมหาวิทยาลัยต้องทำงานร่วมกับภาครัฐ ภาคประชาชน ภาคธุรกิจเอกชน ภาคประชาสังคมและประชาชน ขับเคลื่อน หนึ่งมหาวิทยาลัย หนึ่งจังหวัด หนึ่งคณะ หนึ่งอำเภอ หนึ่งหลักสูตร หนึ่งตำบล โดยมีปรัชญาที่แน่วแน่ว่า หลายหัวดีกว่าหัวเดียวคือประชารัฐ มหาวิทยาลัยควรวิเคราะห์จุดแข็งของตนเอง จุดอ่อนของชุมชนและสังคมแล้วนำไปดำเนินการโดยมีดุลยภาพหรือความพอดีของประโยชน์ส่วนมหาวิทยาลัย
เป็นที่แน่ชัดว่าทิศทางของมหาวิทยาลัยไทยที่จะเชื่อมโยงกับนโยบายประชารัฐเพื่อเสริมให้ชาติมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนได้คือการเป็นมหาวิทยาลัยรับใช้สังคมที่ทุกภาคส่วนเห็นตรงกัน นอกจากนี้ยังมีบุคคลในหลายวงการอาชีพมาร่วมกันให้ข้อชี้แนะ เช่น คุณดำรง พุฒตาล ประธานมูลนิธิเมาไม่ขับและอดีตสมาชิกวุฒิสภา คุณบุญรักษ์ ยอดเพชร รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน คุณต้องใจ ธนะชานันท์ กรรมการผู้จัดการบริษัทประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด และคุณธาดา เศวตศิลา ที่ปรึกษาบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการบริหารศูนย์คุณธรรม ซึ่งทุกท่านต่างได้ให้ทัศนะที่เป็นประโยชน์ในการสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยรับใช้สังคมที่มีความเข้มแข็งและยั่งยืนในภารกิจที่ได้กระทำให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมทั้งในปัจจุบันและในอนาคต สอดคล้องกับนโยบายประชารัฐที่ทุกภาคส่วนของสังคมต้องผสานความร่วมมือด้วยกัน เดินหน้าประเทศไทย แก้ไขปัญหาและคิดหาทางสร้างอนาคตให้ประเทศไทยผ่านโครงสร้างการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศที่มุ่งมั่นลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาคุณภาพคนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ให้เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง ประชาชนมีความสุขและมีรายได้เพิ่มขึ้น
วันนี้มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒจึงเป็นองค์กรภาครัฐที่จะต้องทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนอย่างเข้มข้นจริงจังให้มากขึ้น เพราะ”หลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว” และแน่นอนว่าทุกคนที่เป็นฟันเฟืองเล็กๆ ขององค์กรก็มีพลังร่วมขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยให้เจริญก้าวหน้าด้วยความคิดบวกง่ายๆ นี้เช่นกันว่า “หลายหัวย่อมดีกว่าหัวเดียว”


ภัทรพร หงษ์ทอง/ข่าว
กฤชสุวัชร์ ประโยชน์พิบูลผล/ถ่ายภาพ
ส่วนวิเทศสัมพันธ์และสื่อสารองค์กร


 
แหล่งข้อมูล :: PR SWU   ประจำวันที่ 27 มิถุนายน 2560