รอบรั้ว มศว
 
มหกรรม เปิดบ้านนวัตกรรมการเรียนรู้ มศว โชว์งานนิสิตรุ่นพี่ อินเทรนด์เรียนรู้แบบ ไทยแลนด์ 4.0
 
Open House หรือการเปิดบ้านของสถาบันการเรียนการสอนต่างๆ เป็นกิจกรรมที่สร้างสีสันและกระตุ้นความสนใจให้กับนักเรียนชั้นมัธยมปลาย เพื่อเลือกหาสถานที่เรียนต่อในระดับอุดมศึกษาหรือเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย แต่ปัจจุบันการจัดมหกรรมเปิดบ้านแนะนำหน่วยงานภายในหรือคณะต่างๆ ก็นิยมจัดกันขึ้นเพื่อประชาสัมพันธ์หลักสูตร รูปแบบการจัดการ
เรียนการสอนที่มีความแตกต่าง โดดเด่นหรือเฉพาะเจาะจงเช่นเดียวกับการเปิดบ้านสำนักนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ในวันนี้
รองศาสตราจารย์สมใจ ศิริโภค ผู้อำนวยการสำนักนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรม (มศว) กล่าวว่า “สำนักนวัตกรรมการเรียนรู้ เป็นส่วนงานภายในมหาวิทยาลัยที่ได้รับมอบหมายให้จัดการเรียนการสอนวิชาศึกษาทั่วไปสำหรับนิสิตปริญญาตรีทุกสาขา อย่างน้อยนิสิตต้องเรียนวิชาศึกษาทั่วไปอย่างน้อย 30 หน่วยกิต ทั้งนี้เราทำงานร่วมมือกับคณะต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะศิลปกรรมศาสตร์ คณะพลศึกษาและศูนย์ภาษาของวิทยาลัยนานาชาติเพื่อการศึกษาอย่างยั่งยืน ร่วมกันจัดการเรียนการสอน ซึ่งแต่ละปีจะมีนิสิตลงทะเบียนเรียนประมาณ 13,000 คน ในจำนวนนี้นิสิตชั้นปีที่ 1 จะต้องลงเรียนกับเราเทอมละ 3 วิชา เพราะฉะนั้นจำนวนนิสิตที่ลงทะเบียนเรียนจริงก็ประมาณ 20,000 คน ในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาที่บางวิชาเป็นวิชาบังคับจะมีนิสิตเรียนประมาณ 5,000 คน การส่งอาจารย์ลงไปเรียนรู้เพื่อดูแลนิสิตให้เป็นไปตามมาตรฐานที่รายวิชากำหนดไว้ ก็จะต้องมีการดูแลการทำงานของนิสิตอย่างจริงจังและอย่างดี ซึ่งปัจจุบันการเรียนการสอนก็มีการเปลี่ยนแปลงที่เราไม่ได้เน้น lecture base ต่อไป ส่วนใหญ่เราจะใช้ Active Learning ซึ่งอาจารย์ก็ต้องไปปรับให้เหมาะสมกับแต่ละรายวิชา นิสิตจะได้ทำกิจกรรมทั้งกิจกรรมเดี่ยวและกิจกรรมกลุ่ม บางกลุ่มก็ทำงานได้ดีมากซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสาขาวิชาเอกของนิสิตเพราะกิจกรรมเป็นภาพรวมกว้าง เด็กอาจจะเลือกหัวข้อที่ทำเดียวกันแต่ใน concept ต่างกัน เราแยกห้องเยอะมากประมาณ 50 ห้อง เพราะฉะนั้นเมื่อเด็กไม่ได้เรียนอยู่ในกลุ่มในห้องเดียวกัน แต่มีผลงานดี เราก็อยากให้ผลงานที่เด็กทำออกมาดีๆ ได้เผยแพร่ไปสู่การรับรู้ของเพื่อนๆ ที่อาจจะไม่ได้อยู่ห้องเดียวกันหรืออาจารย์ที่สอนห้องอื่น ก็จะได้มาดูงานของเด็กห้องอื่นๆ เขาบ้าง ในแต่ละปีเราจึงจัดงาน Open House ซึ่งวัตถุประสงค์ของการจัดงานก็คือเราจะนำเสนอผลงานที่นิสิตทำในแต่ละรายวิชา ซึ่งศึกษาทั่วไปก็จะเป็นวิชาที่กว้างๆ เพื่อให้เด็กรอบรู้เรื่องราวต่างๆ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต การเรียนในมหาวิทยาลัย สุดท้ายก็จะต้องออกไปทำงานรับใช้สังคมและประเทศชาติตามนโยบายการเป็นมหาวิทยาลัยรับใช้สังคมของ มศว เรา วิชาศึกษาทั่วไปก็จะประกอบไปด้วยวิชาครอบจักรวาลเลยทีเดียวล่ะค่ะมีทั้งสายวิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ก็ครบหมด โอกาสของการจัดงาน Open House ก็เป็นวันที่ทำให้เรามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันในชั้นปีที่ 1 – 3 ชั้นปีที่ 1 ก็จะมาเรียนรู้ว่าพี่ปี 3 ทำอะไร คิดอะไร เราควรจะเลือกเรียนวิชาอย่างไรเพราะส่วนหนึ่งเป็นวิชาบังคับแต่อีกส่วนหนึ่งเป็นวิชาเลือกนะคะ เมื่อมารู้ว่าพี่ๆ เขาเรียนอะไรกัน Project เขาเป็นเรื่องอะไร อีกหน่อยเราจะไปเรียนอะไรดี นอกจากจะเป็นโอกาสที่นิสิตมาเรียนรู้แล้วใช้โอกาสตัดสินใจเลือกเรียนอะไรในปีที่ 2 – 3 ก็ยังทำให้นิสิตได้รู้จักกันเพราะบางครั้งการจัดการเรียนการสอนก็มีเด็กคละเอกในห้องเดียวกัน แต่คละอย่างไรก็ไม่ได้ผลหรอกค่ะเพราะเรามีถึง 16 คณะวิชา เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะเป็นโอกาสที่ให้นิสิตคณะต่างๆ ได้มาพบปะกัน มาแลกเปลี่ยนความรู้กัน ขณะเดียวกันเราก็ได้เชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกอย่างท่านอาจารย์ปราโมทย์ ไม้กลัด อดีตอธิบดีกรมชลประทาน มาบรรยายเรื่องน้ำกับในหลวง ให้นิสิตเรียนรู้จากการทรงงานของพระองค์ท่านเป็นแบบอย่าง เพราะปีที่แล้วเราชาวไทยก็โศกเศร้าเสียใจจากการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จึงขอถือโอกาสนี้นำผลงานของพระองค์ท่านมาให้นิสิตเรียนรู้เพราะพระองค์ท่านเคยตรัสว่า ‘ไม่ต้องจำตัวฉันแต่ขอให้จำผลงานของฉัน’ อีกทั้งยังจะได้ร่วมกันขับร้องบทเพลงเทิดพระเกียรติและน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ร่วมกันว่า ‘แม้ไม่อาจเทียบหนึ่งในล้าน แต่เราขอตั้งปณิธานสานสิ่งที่ท่านสร้างไว้’ นอกจากนี้ยังเป็นปีที่รัฐบาลชูประเด็นให้ไทยไปสู่ความก้าวหน้าเป็น Thailand 4.0 จึงมีท่านวิทยากรมาบรรยายให้นิสิตรู้ว่าเรากำลังอยู่ในยุคใด ปรับตัวอย่างใดเพื่อจะเตรียมตัวทำงานเพื่อตนเอง สังคมและประเทศชาติต่อไปได้อย่างมีคุณภาพ”
ความก้าวหน้าของสังคมประเทศชาติจะพัฒนาและเติบโตไปในทิศทางใด ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบกระบวนการจัดการเรียนการสอนให้แก่นิสิตด้วยเช่นกัน เพราะการศึกษาเรียนรู้ในโลกยุคดิจิทัลทุกวันนี้ไม่สามารถจำกัดอยู่ได้เพียงแต่ในห้องเรียน การจดเล็คเชอร์หรือการฟังบรรยายแล้ว แต่ยังต้องใช้การได้เรียนรู้โดยใช้โครงงาน ใช้ปัญญา ใช้ภาระงาน การเรียนรู้แบบร่วมมือ เรียนรู้ด้วย Think-Pair-Share ภายใต้กรอบความคิด Thailand 4.0 เพื่อให้นิสิต มศว สามารถเป็นผู้ที่มีทักษะทางความคิด มีความคิดสร้างสรรค์ มีการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน รวมทั้งมีทักษะการสื่อสาร เป็นต้น

ภัทรพร หงษ์ทอง/ข่าว
กฤชสุวัชร์ ประโยชน์พิบูลผล/ถ่ายภาพ


 
แหล่งข้อมูล :: PR SWU   ประจำวันที่ 21 เมษายน 2560