Facebook
 
ชาวมศว เฮ! 2,558 ล้านบาท งบปี 56 ไม่ถูกตัด ชมอนุกรรมาธิการฯ รับฟังข้อเสนอแนะ ก่อนส่งต่อรัฐฯ
 
ผศ.นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 4 ก.ค.2555 ผมและทีมผู้บริหารมหาวิทยาลัย ตลอดถึงผู้อำนวยการกองคลังกองการเจ้าหน้าที่ ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตทุกแห่ง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ของกองแผนงานทั้งหมดได้ไปร่วมชี้แจงต่อคณะอนุกรรมาธิการท้องถิ่น จังหวัดและการศึกษา เข้าไปชี้แจงงบประมาณของมหาวิทยาลัย ใน 2 ประเด็นดังนี้

1.การปรับลดงบประมาณ ทางอนุกรรมาธิการฯได้บอกว่า ไม่มีเจตนาที่จะมาตัดงบที่มหาวิทยาลัยขอ เพราะการศึกษาเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ แต่ขอปรับลดงบประมาณในสิ่งก่อสร้างของทุกๆ มหาวิทยาลัย โดยดูตามงวดงานที่ทำงานล่าช้ากว่าเกณฑ์ ทุกมหาวิทยาลัยถูกเสนอปรับลดงบประมาณ รวมทั้ง มศว ด้วย ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ถูกเสนอปรับลดประมาณ 30 ล้านบาท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และมหาวิทยาลัยรามคำแหงถูกเสนอปรับลดงบประมาณประมาณ 10 กว่าล้านบาท และได้เสนอปรับลดงบประมาณ มศว 16 ล้านบาท
ผมจึงได้ชี้แจงสภาพข้อเท็จจริงของสิ่งก่อสร้างในมศว ว่าไม่ได้เป็นไปตามที่อนุกรรมาธิการได้รับ ซึ่งอนุกรรมาธิการท่านดีมาก เมื่อฟังเหตุผลทั้งหมดก็มีมติเห็นชอบว่า ไม่ปรับลดงบประมาณของ มศว ดังนั้นงบประมาณของมหาวิทยาลัยในปี 2556 ซึ่งจะมีผลใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.55 ในขั้นการพิจารณาของอนุกรรมาธิการฯ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่ง มศว ได้รับงบประมาณครบถ้วน ทั้งสิ้น 2,558 ล้านบาท ซึ่งมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะถูกปรับลดในเรื่องงวดงานของสิ่งก่อสร้างเกือบทุกแห่ง ยกเว้น มศว

2.ทางคณะอนุกรรมาธิการท้องถิ่น จังหวัดและการศึกษา เปิดโอกาสให้ผู้ที่เข้าไปชี้แจงงบประมาณให้ข้อเสนอแนะแก่รัฐบาลว่าอยากจะให้รัฐฯ ได้ปรับวิธีการจัดสรรงบประมาณอย่างไรในประเด็นใดบ้าง
ผมได้เสนอว่าอยากให้รัฐบาลหรือสำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบให้กับหน่วยงานเชี่ยวชาญพิเศษ เช่นมหาวิทยาลัย ทำวิจัยนโยบานสาธารณะผมได้ยกตัวอย่างเรื่องแท็บเลตว่ารัฐบาลทำได้ดีที่ให้มหาวิทยาลัยโดยมศว ทำการศึกษาก่อนจะแจกแท็บเลต แต่ไม่ควรจะหยุดอยู่แค่นี้ โครงการใดๆ ที่รัฐบาลคิดจะทำและต้องใช้งบประมาณเกินหลักพันล้าน และรัฐบาลมีข้อมูลเพียงพอแล้วในการตัดสินใจ สังคมไม่มีคำถาม ก็ไม่ต้องทำนโยบายสาธารณะ แต่ส่วนใหญ่โครงการใหญ่ๆ ของรัฐบาลสังคมจะตั้งคำถาม บางส่วนเห็นเหมือนรัฐบาล บางส่วนเห็นต่างออกไป การยุติเรื่องเหล่านี้ทั้งยังเป็นผลดีต่อส่วนรวม และไม่ขัดแย้ง เราต้องมีข้อมูลเพียงพอ ผมเห็นใจรัฐบาลและนักการเมืองที่ถูกบังคับให้ตัดสินใจในเรื่องใดๆ บนข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน โอกาสในการตัดสินใจมีโอกาสผิดพลาดสูง

ประเด็นสุดท้ายเมื่อรัฐบาลขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการหรือพนักงานใหม่ แต่ขณะเดียวกันปรับขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการและพนักงานเก่าน้อยมาก และไม่สามารถเยียวยาความรู้สึกของพนักงานเก่าได้ทำให้เห็นว่าการปรับฐานเงินเดือน คนที่เข้าทำงานใหม่และคนที่ทำงานเก่ามันขาดรายละเอียดที่เหมาะสม การปรับเงินเดือนคนที่ทำงานใหม่เป็นสิ่งที่ดี ถือเป็นการช่วยค่าครองชีพ แต่ทำอย่างไรให้คนที่เขาทำงานมานานได้รับเงินเดือนห่างจากพนักงานที่เข้าใหม่อย่างเป็นเหตุเป็นผล อย่างเช่นเมื่อประกาศขึ้นเงินเดือนให้บุคคลที่เข้าทำงานใหม่จากฐานเงินเดือน 1,1000 บาท เป็น 1,5000 บาท คนที่ทำงานอยู่เดิมที่เคยได้เงินเดือน 1,2000 ควรจะได้ เงินเดือนใหม่เป็น 1,4000 บาทเป็นการเพิ่มขึ้นอย่างเท่าเทียมกัน การเพิ่มเงินในลักษณะนี้จะทำให้ลดความเหลื่อมล้ำได้ ซึ่งใช้้งบประมาณไม่มากเมื่อเทียบกับการนำเงินไปทำโครงการก่อสร้างใหญ่ๆ หรือถ้ารัฐฯบอกว่าไม่มีงบประมาณ ก็ขอเสนอว่าอย่าปรับขึ้นเงินเดือนพนักงานใหม่ทั้งหมด แต่ขอให้ขึ้นเป็นค่าครองชีพ อย่างเช่นเงินเดือนของคนที่จบปริญญาตรีเงินเดือน 1,1000 บาท ก็ให้ค่าครองชีพ 4,000 บาท พอเขาทำงานผ่านไป 1 ปี เงินเดือนจะเพิ่มเป็น 1,2000 บาท ค่าครองชีพเหลือ 3,000 บาท จากปีแรกจนถึงปีที่ 5 เงินเดือนจะเพิ่มขึ้นทุกปี ปีละ 1,000 บาท และค่าครอบชีพจะลดลง จนปีที่ค่าเงินเดือนจะขึ้นเป็น 1,5000 บาท วิธีการนี้รัฐบาลใช้เงินน้อย ไม่ต้องไปปรับเงินให้คนที่เป็นรุ่นพี่ซึ่งทำงานมานาน เกิดความเป็นธรรมที่สุด และอธิการบดีทุกมหาวิทยาลัยก็เห็นด้วย ในที่ประชุมอธิการบดี (ทปอ.)ได้แต่งตั้งคณะทำงานในเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อสานงานต่อให้เห็นเป็นรูปธรรม


 
แหล่งข้อมูล :: Facebook   ประจำวันที่ 9 กรกฎาคม 2555